การพัฒนาพันธ์ เพาะเพื่อสีนกม๊องก์ basic mutation
Quote from JNP aviary on July 9, 2026, 3:33 pmพื้นฐานพันธุกรรมของนกม็องก์ (Quaker Parrot)
การเพาะพันธุ์นกม็องก์ให้ได้สีตามต้องการ จำเป็นต้องเข้าใจรูปแบบการถ่ายทอดพันธุกรรมของแต่ละยีนก่อน เพราะยีนแต่ละชนิดมีวิธีการถ่ายทอดแตกต่างกัน หากเข้าใจหลักการพื้นฐาน จะสามารถวางแผนการจับคู่พ่อแม่พันธุ์ได้อย่างแม่นยำ
1. ประเภทของการถ่ายทอดพันธุกรรม
1. Autosomal Dominant (ยีนเด่น)
ยีนเด่นจะแสดงลักษณะออกมาทันทีเมื่อได้รับมาจากพ่อหรือแม่เพียงหนึ่งข้าง จึงไม่มีสถานะ Split หรือพาหะ
ตัวอย่าง
- Grey
- Dark Factor (Incomplete Dominant)
2. Autosomal Recessive (ยีนด้อย)
ลูกนกจะแสดงสีได้ก็ต่อเมื่อได้รับยีนด้อยจากทั้งพ่อและแม่
หากได้รับเพียงหนึ่งยีน จะเป็น Split หรือพาหะ ซึ่งภายนอกจะดูเป็นสีปกติ
ตัวอย่างที่พบใน Quaker
- Blue locus (Blue / Turquoise / Aqua)
- บางสายพันธุ์ของ Fallow (ขึ้นกับระบบที่ใช้)
3. Sex-linked Recessive (ยีนด้อยบนโครโมโซมเพศ)
ในนก
- ตัวผู้ = ZZ
- ตัวเมีย = ZW
ตัวเมียมีโครโมโซม Z เพียงตัวเดียว จึงแสดงสีทันทีเมื่อได้รับยีนด้อย
ส่วนตัวผู้ต้องได้รับยีนด้อยทั้งสองข้างจึงจะแสดงสี หากมีเพียงยีนเดียวจะเป็น Split
ยีนที่ใช้กันทั่วไปใน Quaker ได้แก่
- Ino
- Pallid
- Cinnamon
- Opaline
2. ยีนที่พบได้บ่อย
Grey
- ประเภท : Autosomal Dominant
หากผสม
Normal × Grey (Single Factor)
ลูกประมาณ
- 50% Grey
- 50% Normal
Grey ไม่มีสถานะ Split
Dark Factor
เป็นยีนแบบ Incomplete Dominant
ผลที่พบ
ไม่มี Dark
Green → Green
Blue → Blue
Dark 1 ตัว
Green → Dark Green
Blue → Cobalt
Dark 2 ตัว
Green → Olive Green
Blue → Mauve
Dark Factor ไม่ได้ยับยั้ง Turquoise แต่จะทำให้เกิดสีใหม่ตามการรวมของยีน
Blue Locus
Blue เป็นยีนด้อย
โดยกลุ่มเดียวกันประกอบด้วย
- Blue
- Turquoise
- Aqua
ยีนเหล่านี้เป็น multiple alleles ของตำแหน่งเดียวกัน
จึงไม่สามารถมี Blue และ Turquoise พร้อมกันได้ แต่สามารถเกิดรูปแบบ
- Blue/Turquoise
- Aqua/Blue
- Aqua/Turquoise
ซึ่งให้สีแตกต่างกัน
Cinnamon
เป็นยีน Sex-linked recessive
ตัวผู้
- Split Cinnamon
- Visual Cinnamon
ตัวเมีย
- ไม่มีสถานะ Split
- ถ้ามียีนจะแสดง Cinnamon ทันที
Ino
เป็น Sex-linked recessive
ลักษณะเด่นคือ
- ตาแดง
- เมลานินลดลงหรือหายไป
- เมื่ออยู่บนพื้น Green เรียก Lutino
- เมื่ออยู่บนพื้น Blue เรียก Albino
Pallid
เป็น Sex-linked recessive
สีโดยรวมจะอ่อนลงแต่ยังมีเมลานินเหลืออยู่ แตกต่างจาก Ino
Opaline
เป็น Sex-linked recessive
ทำให้ลวดลายขนเปลี่ยน โดยสีของลำตัวและปีกกระจายแตกต่างจากปกติ
3. การวางแผนผสมพันธุ์
ควรทราบข้อมูลของพ่อแม่พันธุ์ทั้ง
- สีที่แสดง (Visual)
- ยีนแฝง (Split)
ก่อนจับคู่ทุกครั้ง
การผสมหลายยีนพร้อมกันควรใช้โปรแกรมคำนวณ เช่น BirdGen หรือ GenCalc เพราะความน่าจะเป็นจะซับซ้อนมาก
4. การบันทึกสายพันธุ์
การเพาะพันธุ์ที่มีคุณภาพควรบันทึก
- สี
- Split
- พ่อแม่
- วันเกิด
- ผลการผสมแต่ละครั้ง
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยวางแผนการเพาะพันธุ์ในรุ่นถัดไปได้อย่างแม่นยำ
5. สุขภาพของพ่อแม่พันธุ์
แม้จะวางแผนพันธุกรรมได้ดีเพียงใด หากพ่อแม่พันธุ์สุขภาพไม่แข็งแรง ก็อาจส่งผลต่ออัตราการผสมติด คุณภาพไข่ และการเจริญเติบโตของลูกนก
โดยทั่วไปควรเริ่มใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์เมื่ออายุประมาณ 12–18 เดือน และมีสุขภาพสมบูรณ์
- Blue locus (Blue / Turquoise / Aqua เป็น multiple alleles)
- Grey = Autosomal Dominant
- Dark = Incomplete Dominant
- Ino, Cinnamon, Pallid, Opaline = Sex-linked
- ใช้คำว่า Visual และ Split ตามมาตรฐานนักเพาะพันธุ์
พื้นฐานพันธุกรรมของนกม็องก์ (Quaker Parrot)
การเพาะพันธุ์นกม็องก์ให้ได้สีตามต้องการ จำเป็นต้องเข้าใจรูปแบบการถ่ายทอดพันธุกรรมของแต่ละยีนก่อน เพราะยีนแต่ละชนิดมีวิธีการถ่ายทอดแตกต่างกัน หากเข้าใจหลักการพื้นฐาน จะสามารถวางแผนการจับคู่พ่อแม่พันธุ์ได้อย่างแม่นยำ
1. ประเภทของการถ่ายทอดพันธุกรรม
1. Autosomal Dominant (ยีนเด่น)
ยีนเด่นจะแสดงลักษณะออกมาทันทีเมื่อได้รับมาจากพ่อหรือแม่เพียงหนึ่งข้าง จึงไม่มีสถานะ Split หรือพาหะ
ตัวอย่าง
- Grey
- Dark Factor (Incomplete Dominant)
2. Autosomal Recessive (ยีนด้อย)
ลูกนกจะแสดงสีได้ก็ต่อเมื่อได้รับยีนด้อยจากทั้งพ่อและแม่
หากได้รับเพียงหนึ่งยีน จะเป็น Split หรือพาหะ ซึ่งภายนอกจะดูเป็นสีปกติ
ตัวอย่างที่พบใน Quaker
- Blue locus (Blue / Turquoise / Aqua)
- บางสายพันธุ์ของ Fallow (ขึ้นกับระบบที่ใช้)
3. Sex-linked Recessive (ยีนด้อยบนโครโมโซมเพศ)
ในนก
- ตัวผู้ = ZZ
- ตัวเมีย = ZW
ตัวเมียมีโครโมโซม Z เพียงตัวเดียว จึงแสดงสีทันทีเมื่อได้รับยีนด้อย
ส่วนตัวผู้ต้องได้รับยีนด้อยทั้งสองข้างจึงจะแสดงสี หากมีเพียงยีนเดียวจะเป็น Split
ยีนที่ใช้กันทั่วไปใน Quaker ได้แก่
- Ino
- Pallid
- Cinnamon
- Opaline
2. ยีนที่พบได้บ่อย
Grey
- ประเภท : Autosomal Dominant
หากผสม
Normal × Grey (Single Factor)
ลูกประมาณ
- 50% Grey
- 50% Normal
Grey ไม่มีสถานะ Split
Dark Factor
เป็นยีนแบบ Incomplete Dominant
ผลที่พบ
ไม่มี Dark
Green → Green
Blue → Blue
Dark 1 ตัว
Green → Dark Green
Blue → Cobalt
Dark 2 ตัว
Green → Olive Green
Blue → Mauve
Dark Factor ไม่ได้ยับยั้ง Turquoise แต่จะทำให้เกิดสีใหม่ตามการรวมของยีน
Blue Locus
Blue เป็นยีนด้อย
โดยกลุ่มเดียวกันประกอบด้วย
- Blue
- Turquoise
- Aqua
ยีนเหล่านี้เป็น multiple alleles ของตำแหน่งเดียวกัน
จึงไม่สามารถมี Blue และ Turquoise พร้อมกันได้ แต่สามารถเกิดรูปแบบ
- Blue/Turquoise
- Aqua/Blue
- Aqua/Turquoise
ซึ่งให้สีแตกต่างกัน
Cinnamon
เป็นยีน Sex-linked recessive
ตัวผู้
- Split Cinnamon
- Visual Cinnamon
ตัวเมีย
- ไม่มีสถานะ Split
- ถ้ามียีนจะแสดง Cinnamon ทันที
Ino
เป็น Sex-linked recessive
ลักษณะเด่นคือ
- ตาแดง
- เมลานินลดลงหรือหายไป
- เมื่ออยู่บนพื้น Green เรียก Lutino
- เมื่ออยู่บนพื้น Blue เรียก Albino
Pallid
เป็น Sex-linked recessive
สีโดยรวมจะอ่อนลงแต่ยังมีเมลานินเหลืออยู่ แตกต่างจาก Ino
Opaline
เป็น Sex-linked recessive
ทำให้ลวดลายขนเปลี่ยน โดยสีของลำตัวและปีกกระจายแตกต่างจากปกติ
3. การวางแผนผสมพันธุ์
ควรทราบข้อมูลของพ่อแม่พันธุ์ทั้ง
- สีที่แสดง (Visual)
- ยีนแฝง (Split)
ก่อนจับคู่ทุกครั้ง
การผสมหลายยีนพร้อมกันควรใช้โปรแกรมคำนวณ เช่น BirdGen หรือ GenCalc เพราะความน่าจะเป็นจะซับซ้อนมาก
4. การบันทึกสายพันธุ์
การเพาะพันธุ์ที่มีคุณภาพควรบันทึก
- สี
- Split
- พ่อแม่
- วันเกิด
- ผลการผสมแต่ละครั้ง
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยวางแผนการเพาะพันธุ์ในรุ่นถัดไปได้อย่างแม่นยำ
5. สุขภาพของพ่อแม่พันธุ์
แม้จะวางแผนพันธุกรรมได้ดีเพียงใด หากพ่อแม่พันธุ์สุขภาพไม่แข็งแรง ก็อาจส่งผลต่ออัตราการผสมติด คุณภาพไข่ และการเจริญเติบโตของลูกนก
โดยทั่วไปควรเริ่มใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์เมื่ออายุประมาณ 12–18 เดือน และมีสุขภาพสมบูรณ์
- Blue locus (Blue / Turquoise / Aqua เป็น multiple alleles)
- Grey = Autosomal Dominant
- Dark = Incomplete Dominant
- Ino, Cinnamon, Pallid, Opaline = Sex-linked
- ใช้คำว่า Visual และ Split ตามมาตรฐานนักเพาะพันธุ์


