การเลือกลูกป้อน ม๊องก์

การเลือกลูกป้อน ม๊องก์ (Quaker Parrot) จากฟาร์ม

การเลือกลูกป้อนม็องก์ที่มีสุขภาพแข็งแรงตั้งแต่แรก เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรค เพิ่มโอกาสในการฝึกให้เชื่อง และหากมีแผนเพาะพันธุ์ในอนาคตก็จะช่วยให้ได้พ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพ การเลือกซื้อควรพิจารณาทั้งสุขภาพ พฤติกรรม แหล่งที่มา และข้อมูลทางพันธุกรรม ไม่ใช่ดูเพียงสีหรือราคาของนกเท่านั้น

1. ตรวจสอบสุขภาพภายนอก (Physical Health)

ดวงตา

  • ดวงตาควรสดใส เป็นประกาย
  • ไม่มีน้ำตาไหล ขี้ตา หรืออาการบวมแดง
  • ขนรอบดวงตาเรียบสะอาด

รูจมูก (Nares)

  • รูจมูกควรสะอาดและแห้ง
  • ไม่มีน้ำมูก คราบ หรือสิ่งอุดตัน
  • หากมีน้ำมูกหรือมีเสียงหายใจผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของโรคระบบทางเดินหายใจ

จะงอยปากและช่องปาก

  • จะงอยปากควรได้รูป ไม่มีรอยแตกหรือผิดรูป
  • ภายในช่องปากควรสะอาด ไม่มีคราบขาว แผล หรือก้อนผิดปกติ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อรา แบคทีเรีย หรือโรคอื่น ๆ

ขนและผิวหนัง

  • ขนควรเรียบ แน่น และเป็นเงาตามธรรมชาติ
  • ไม่ควรมีขนหลุดเป็นหย่อม ๆ (ยกเว้นช่วงผลัดขนตามธรรมชาติ)
  • ผิวหนังไม่ควรมีสะเก็ด แผล หรือปรสิตภายนอก

ทวารหนัก (Vent)

  • ขนรอบทวารควรสะอาดและแห้ง
  • ไม่ควรมีมูลติดหรือเปียกแฉะ
  • หากมีคราบมูลติดอยู่ อาจบ่งชี้ถึงปัญหาระบบทางเดินอาหารหรือการติดเชื้อ

2. สังเกตพฤติกรรม

ลูกนกที่มีสุขภาพดีมักมีความกระตือรือร้น สนใจสิ่งรอบตัว และตอบสนองต่อผู้เลี้ยง

ควรสังเกตว่า

  • ตื่นตัว เคลื่อนไหวเป็นปกติ
  • เกาะคอนได้มั่นคง
  • สนใจอาหาร
  • ไม่ซึม ไม่หลับตลอดเวลา
  • การหายใจเป็นปกติ ไม่มีเสียงหวีด เสียงครืด หรือหายใจด้วยการอ้าปากโดยไม่มีสาเหตุ

หากลูกนกนั่งพองขน ซึม หรือหายใจแรง ควรหลีกเลี่ยงการเลือกซื้อ


3. อายุและระยะการหย่านม (wean)วีน

โดยทั่วไป ลูกนกม็องก์จะเริ่มวีนเมื่ออายุประมาณ 7–10 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละตัวและวิธีการเลี้ยงของฟาร์ม

สำหรับผู้เลี้ยงมือใหม่ แนะนำให้เลือกนกที่

  • วีนสมบูรณ์แล้ว
  • กินอาหารเองได้
  • น้ำหนักคงที่
  • ไม่ต้องป้อนอาหารด้วยไซริงจ์

ลูกนกที่ยังต้องป้อนอาหารสามารถสร้างความผูกพันกับผู้เลี้ยงได้ดี แต่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการป้อนอาหาร การควบคุมอุณหภูมิ และการรักษาความสะอาด เพราะหากป้อนผิดวิธีอาจเกิดภาวะอาหารค้างในกระเพาะพัก (Crop Stasis) การสำลัก หรือการติดเชื้อได้


4. แหล่งที่มาและเอกสาร

ควรเลือกซื้อจากฟาร์มที่มีความน่าเชื่อถือ มีประวัติการเพาะเลี้ยงชัดเจน และสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับพ่อแม่พันธุ์ได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เช่น

  • วันฟัก
  • ประวัติการเลี้ยง
  • อาหารที่ใช้
  • ประวัติการเจ็บป่วย (ถ้ามี)

ในแต่ละประเทศอาจมีกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองและการเคลื่อนย้ายนกแตกต่างกัน ผู้ซื้อควรตรวจสอบให้แน่ใจว่านกมีเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ หากกฎหมายกำหนดให้ต้องมี


5. สีและข้อมูลทางพันธุกรรม

ลูกนกสามารถประเมินสีพื้นฐานได้ตั้งแต่ยังเล็ก แต่บางลักษณะทางพันธุกรรมไม่สามารถระบุได้จากลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ควรสอบถามจากฟาร์ม ได้แก่

  • สีของพ่อและแม่
  • ยีนที่พ่อแม่เป็นพาหะ (Split)
  • ประวัติการผสมพันธุ์
  • หากเป็นนกมูลค่าสูง อาจขอผลตรวจพันธุกรรมหรือข้อมูลสายเลือดเพิ่มเติม

การทราบข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่วางแผนเพาะพันธุ์ในอนาคต


6. การกักกันนกใหม่ (Quarantine)

หากมีนกอยู่แล้ว ควรแยกลูกนกตัวใหม่ออกจากฝูงอย่างน้อย 30–45 วัน

ในช่วงกักกันควร

  • สังเกตการกินอาหาร
  • ตรวจสอบมูล
  • เฝ้าดูอาการทางเดินหายใจ
  • ชั่งน้ำหนักเป็นระยะ

การกักกันช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรคสู่ฝูงเดิม


7. การตรวจสุขภาพหลังซื้อ

หลังรับนกมาใหม่ ควรพาไปพบสัตวแพทย์ที่มีความรู้ด้านนกเพื่อรับการตรวจสุขภาพเบื้องต้น โดยอาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น

  • ตรวจร่างกายทั่วไป
  • ตรวจมูลหาปรสิตและความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
  • ตรวจเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราเมื่อมีข้อบ่งชี้
  • ตรวจโรคติดต่อสำคัญในกรณีที่มีการเลี้ยงหลายตัวหรือเตรียมใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ เช่น pdd pbfd

ไม่แนะนำให้ให้ยาปฏิชีวนะ ยาต้านเชื้อรา หรือยาถ่ายพยาธิเป็นประจำโดยไม่มีข้อบ่งชี้ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดผลเสียและการดื้อยาได้

egg

ไข่นกแก้ว แตกต่างจากสัตว์ปีกอื่นๆ

ไข่นกแก้วแตกต่างจากสัตว์ปีก อื่นๆ

ใครที่เคยเลี้ยงนกแก้วคงจะสังเกตว่าไข่นกแก้วมีการแตกได้ยากกว่าไข่ไก่หรือเป็ด มีเปลือกที่เหนียว ยืดหยุ่นดีกว่า และยิ่งไปกว่านั้นมีการติดเชื้อได้ยากกว่าด้วย รวมถึงถ้ามีการกระเทาะของเปลือกไข่ เมมเบรนข้างในจะยังมีความหนาและป้องกันไข่ได้เราสามารถซ่อมแซมเปลือกได้อย่างง่ายดาย โดยการใช้ยาทาเล็บทา

เปลือกของไข่นกแก้วสามารถป้องกันความชื้นเข้าและออกได้ดีกว่าไข่ของสัตว์ปีกอื่นๆ รวมถึงการป้องกันการติดเชื้อได้มากกว่า ดังนั้นเราจะพบได้ว่าในบางกรณีไข่ที่ไม่มีเชื้อ จะอยู่ได้โดยไม่เน่าเสียเป็นเวลาหลายอาทิตย์ ซึ่งต่างจากไข่ไก่ไม่นานก็จะกลายเป็นไข่เน่า

อย่างไรก็ตามก็ยังสามารถมีการติดเชื้อบางอย่าง ที่ทะลุผ่านเข้าไปได้ด้วย โดยอาจจะผ่านเข้าไปหรือติดต่อจากตัวแม่อย่างเช่นเชื้อ salmonella

Cockatiel-parrot_disease

Chlamydiosis โรคติดเชื้อสำคัญในนกแก้ว

Avian Chlamydiosis หรือที่เรียกกันว่า Parrot Diseases คือโรคติดเชื้อสำคัญโรคหนึ่งในนกแก้ว

Avian Chlamydiosis (AC) หรือโรคคลามิเดียในนก เป็นโรคสำคัญที่พบบ่อย และที่สำคัญกว่าคือ สามารถติดต่อไปยังคนได้ เกิดจากเชื้อ แบคทีเรีย Chlamydia psittaci เป็นโรคที่พบได้ทั้งในธรรมชาติ ในกรงเลี้ยง และในฟาร์ม นกแทบทุกชนิดสามารถติดเชื้อนี้ได้ แต่นกเลี้ยงบางชนิด เช่น หงษ์หยก เลิฟเบิร์ด คอคคาเทลและลินนี่ จะชอบส่งผ่านโรคนี้มายังคน (คงเพราะเป็นนกที่คนเลี้ยงแบบใกล้ชิด) ซึ่งเวลาโรคนี้ติดมายังคน จะเรียกว่า Psittacosis

การแพร่กระจายของเชื้อ เชื้อสามารถแพร่กระจายในธรรมชาติ หรือในฟาร์ม ผ่านทางฝุ่น น้ำลาย อุจจาระ เส้นขน หรือสัมผัสโดยตรงจากนกป่วย การติดผ่านน้ำและอาหาร หรือแม้แต่จากมือผู้เลี้ยงเอง ที่สำคัญเชื้อจะอยู่ในอุจจาระแห้งได้นานเป็นเดือน

อาการสำคัญของนกที่ติดเชื้อคลามัยเดีย

  • น้ำมูกหรือน้ำตาไหล หรืออาจเป็นคล้ายหนองออกจากจมูก
  • ไอ จาม
  • ท้องเสีย หรือถ่ายสีเขียวเข้ม
  • ไม่กินอาหาร ผอม
  • บินไม่ค่อยดี หรือไม่บินเลย
  • ตาย บางทีอาจอยู่ๆก็ตายเลย

การวินิจฉัย สามารถมีการตรวจวินิจฉัย โดยสามารถติดต่อสัตวแพทย์ เพื่อเทสต์ได้

การรักษา นกที่สงสัยว่าป่วย ควรจับแยกออกจากนกตัวที่แข็งแรง ให้การรักษา โดยกินยาฆ่าเชื้อ เป็นระยะเวลานานอย่างน้อย 45 วัน การรักษาอาจไม่ได้ผล 100% และอาจมีการกลับมาเป็นใหม่ได้

การป้องกันการติดเชื้อในฟาร์มนกแก้ว

  • การจัดวางกรงนกที่ดี เพื่อไม่ให้อุจจาระนกปนเปื้อนไปยังกรงอื่นๆ
  • การระบายอากาศ และความสะอาดที่ดี ไม่แออัด นกไม่เครียด
  • ฟาร์มได้รับแสงที่ดี มีแสงอาทิตย์ส่องผ่านถ้าทำได้
  • ใช้ที่วางกรงรองกรงแบบไม่ก่อฝุ่น เช่น หนังสือพิมพ์
  • รักษาความสะอาด กรง ที่ใส่อาหาร สม่ำเสมอ
  • การทำความสะอาดกรงด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น Benzalkonium chloride , 3% hydrogen peroxide ,alcohol 70% , sodium hypochlorite

[ratings]

EFWA6868

การเลือกลูกป้อน ลินนี่(ไลโอเลต)

คำแนะนำสำหรับมือใหม่ในการเลือกซื้อ นกแก้ว ลินนี่ โอเลเต็ด (ไลน์โอเลต หรือไลโอเลต) ลูกป้อน

  1. เลือกลูกป้อน ที่สามารถระบุ พ่อแม่พันธ์ได้ ในกรณีที่ต้องการไปต่อยอดหรือทำสี เพราะบางลักษณะด้อย จะทำให้เกิดปัญหาในกรณีผสมกับลูกป้อน ที่มียีนด้อยด้วยกัน
  2. เลือกลูกป้อนที่มีลักษณะแอคทีฟ ร่าเริง ดวงตาสดใส มีการตอบสนองต่อการป้อนที่ดี
  3. เลือกลูกป้อนที่มี นน.มาตรฐาน อยู่ระหว่าง 46 – 52 กรัม การเลือกลูกป้อนขนาดเล็ก อาจมีผลในความแข็งแรงและการอยู่รอดของนกได้
  4. เลือกลูกป้อนที่มีลักษณะ กระโหลกสมส่วน ปีกสมบูรณ์ นิ้วและเล็บสมบูรณ์ครบ นิ้วไม่บิดงอ
  5. เลือกลูกป้อนที่ไม่หอบ เกร็ง ไม่มีมูลติดก้น

พูดคุยกันต่อในฟอรั่ม https://www.birdtoday.com/forum/topic/คำแนะนำในการซื้อนก-ไลนื/#postid-28

birdeye 13-2-55

นกแก้วตาเจ็บรักษาเบื้องต้นอย่างไร

นกตาเจ็บ รักษาอย่างไร ยาหยอดตานกแก้วมีไหม ใช้ยาอะไร

นกแก้วแสนรักของทุกท่าน มีบางครั้ง ที่จะมีอาการตาเจ็บ มีขี้ตา ซึ่งหลายๆท่านคงสงสัยว่า เป็นอะไรบ้าง รักษาอย่างไร

วิธีรักษานกตาเจ็บ

วันนี้เรามีความรู้ เรื่องนกตาเจ็บ การใช้ยาหยอดตานก ที่เคยมีการรักษาจากบ้านนกพัทยามาฝากครับ สาระจากบอร์ดเก่า ( 10 ปีแล้วจ้า)

การดูแลนกป่วยที่ตาเจ็บ

  1. นกมีวุ้นขาวๆในตา มีขี้ตา ตาบวมปิด .ส่วนใหญ่ จะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ส่วนน้อยจะเป็นเชื้อรา หรือไวรัส ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรีย ยาสามัญที่เราใช้หยอดตานกที่บ้านนกแก้วพัทยา จะเป็น Fucithalmic viscous eyedrop สำหรับแบคทีเรีย หรือเลือกใช้ยาหยอดตานกที่ไม่มีส่วนผสมของเสตียรอยด์ ก่อน เพื่อความปลอดภัย เช่น polyoph ,histaoph ซึ่งเป็นยาหยอดตาในคนที่พอใช้ได้
  2. ถ้าไม่มีวุ้นขาวๆ แต่มีตาแฉะ เปียกๆรอบๆตา ให้ระวังเรื่องของการติดเชื้อไวรัส แนะนำยาหยอดตาที่ไม่มีสเตียรอยด์ผสม อย่างเช่น Fucithalmic , bactroban ก็ใช้ได้ แต่ให้ระวังภาวะอื่นๆโดยเฉพาะ ถ้านกหอบ หรือจาม หรือมีน้ำมูก ให้แยกนกออกมา ไม่ปะปน และรักษาแบบ คลามิเดีย ยาที่เราใช้กันคือ triple-c 1 กรัม ต่อน้ำ 200 ml ให้ดื่มประมาณ 14 วัน แต่ถ้าไม่ดีขึ้น อาจต้องรักษาแบบ psittacosis โดยใช้ Doxycyclin (Psittavet-s) 1 กรัมต่อน้ำ  100 ml ให้ ทุกวันอย่างน้อย 30 วัน และต้องแยกนก ไม่ให้มีแหล่งน้ำอื่นนอกจากยา และปรึกษาสัตวแพทย์
  3. small pox ฝีดาษ อาจมีตาแฉะ แต่จะเห็นตุ่มๆรอบตา รอบปากในปาก นกจะป่วย อันนี้ร้ายแรง ต้องแยกนกมารักษา ปรึกษาสัตวแพทย์

Update 2023

  1. กรณีมีแผลที่ตา สามารถใช้ข้อแนะนำดังกล่าวข้างต้นได้ น่าจะเป็นแบคทีเรีย ไม่ติดนกตัวอื่นและไม่แพร่ไปในมนุษย์
  2. กรณีไม่มีแผลที่ตา แต่มีเปลือกตาบวม ตาปิด หรือมีน้ำตาไหล ขี้ตา ตาแฉะ ให้ระวัง การติดเชื้อ จาก คลามิเดียในนกแก้ว ซึ่งเป็นการติดเชื้อ คลามิเดีย (Chlamydia Psittaci) เป็นแบคทีเรียที่พบได้บ่อย และสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลานาน อีกทั้งต้องระวังการติดต่อไปยังมนุษย์(Psittacosis) และนกตัวอื่นในฟาร์มด้วย

โปรดสละเวลาให้คะแนนบทความครับ

[ratings]
IMG_1671[1]

Knowing lineolated parakeet

มารู้จัก นกแก้วไลน์โอเล็ต lineolated parakeet นกแก้วเล็กแสนน่ารัก เลี้ยงง่าย เสียงเงียบ พูดได้

นกแก้วไลน์โอเล็ต Lineolated Parakeet

The barred parakeet (Bolborhynchus lineola), also known as lineolated parakeet, Catherine parakeet or ‘linnies’ for short, is a small parrot found disjunctly in highland forests from southern Mexico to Panama, in the Andes from western Venezuela to southern Peru and Bolivia, the Santa Marta Mountains in Colombia and the Venezuelan Coastal Range. Its plumage is mostly green with multiple black and dark green stripes or bars, and it has a pale-horn coloured beak. The dark stripes vary in prominence between its two subspecies. Several colour mutants are available in aviculture.

 There are two subspecies of the Lineolated or barred parakeet:

Bolborhynchus lineola
Bolborhynchus lineola lineola
Bolborhynchus lineola tigrinus  – which has more prominent dark stripes

Description

A natural coloured pet linnie
The barred parakeet is about 16 cm (6.5 in) in length and has a weight of about 42 to 52 grams. It is mostly green and has black stripes (or bars) over its upper-parts, except on the top of the head. Its lower-parts are olive-green with very dark green stripes on its sides. The shoulder of its wings is black, there is some blue on the under-side of its wings, and its tail is dark green. The irises are dark brown and its beak is horn coloured. Its legs are pink. Juveniles have less-marked dark stripes, which darken with age. Males and females are generally similar in external appearance, but males may sometimes have more marked black stripes than the female. Usually, however, there is no discerning trait to differentiate sex and sexing must be done surgically or through blood tests. The two subspecies differ in the prominence of the dark stripes.

Habitat and status
Their habitat is the forests and mountains up to an elevation of roughly 3,300 m (2.1 mi) above sea level. They spend some of their time on the ground,but sleep high in the trees. They are tolerant of cold and have been seen taking snow baths.

The barred parakeet has a large population that is thought to be stable.

Behavior and breeding
There are usually two to four eggs in a clutch, which hatch after about 18–21 days of incubation. Chicks leave the nest at about five weeks after hatching.

Lineolated parakeets are found in the wild in groups of six to thirty, although bigger groups (up to 150 birds) are known. They eat fruit, dried and germinated seeds, and insect larvae.

Lineolated parakeets are known for their calm dispositions and peculiar postures. Unlike many birds, lineolateds typically rest in a near horizontal position with their heads almost in line with their tails. They are generally very calm birds and typically mumble quietly, and their calls are not high-pitched or piercing to the ear.

Aviculture
Barred parakeets are popular as pets because of their quiet and even-tempered disposition, and also because many colour mutations are available.

Green series birds include the normal green (wild type), dark green, olive, and the green series ino called lutino (yellow).

Turquoise series birds include turquoise, cobalt, mauve, and the turquoise ino called creamino (white). Greywing, where the barring and overall color is diluted, is another mutation that can fall on any color mutation, even the inos. Violet, misty, and cinnamon types are seen in European aviculture, but rare in the United States. Their average lifespan is about 10 years, but individual birds have been known to live up to 15 years.[citation needed] They are talented mimics of human speech.

One of the most recognizable and entertaining characteristics of barred parakeets is that they enjoy bathing and being misted with water. Barred parakeets notably enjoy these mist baths; they will hang upside down and open their wings eagerly. Pet linnies are also known to have a unique trait of liking to burrow or hide in or under clothing for hours on end, and will sometimes fall asleep in their found hiding places

Colour Mutations
Lutino


Turquoise
Grey/Mauve
Blue/Cobalt

ไซเตส Cites เรื่องที่คนรักนกแก้วต้องรู้

ไซเตส Cites เรื่องที่คนรักนกแก้วต้องรู้

อนุสัญญาไซเตส (CITES)

ไซเตส (CITES)คืออนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ( The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora ) หรือเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า อนุสัญญาวอชิงตัน ( Washington Convention )

ประเทศไทยเป็นสมาชิกลำดับที่ 80 โดยลงนามรับรอง อนุสัญญาในปี 2518 และให้สัตยาบันในวันที่ 21 มกราคม 2526 คณะกรรมการ CITES ประจำประเทศไทย สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เนื่องจากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ได้มีคำสั่งเลขที่339/2535 ลงวันที่12 มิถุนายน 2535 แต่งตั้งคณะกรรมการ CITES ประจำประเทศไทยข้ึน โดยมีหน้าที่ดำเนินการในกิจกรรมต่างๆและให้คำ ปรึกษาแก่รัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญา CITES ในประเทศไทย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานของ CITES ในประเทศไทย มอบหมายให้ส่วนราชการที่มีหน้าที่โดยตรง ในการดูแลชนิดพันธุ์ที่ CITES ควบคุม คือ

  • สัตว์ป่า พืชป่า ของป่าอยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้
  • พืช อยู่ในความรับผดิดชอบของกรมวิชาการเกษตร
  • สัตว์น้ำ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมประมง

จุดประสงค์ของ CITESคือ

การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าในโลกเพื่อประโยชน์แห่งมวล มนุษย์ชาติโดยเน้นทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือมีการคุกคาม ทำให้มีปริมาณร่อยหรอจนอาจเป็นเหตุให้สูญพันธุ์ วิธีการอนุรักษ์ของ CITES ก็คือการสร้างเครือข่ายทั่วโลกในการควบคุมการค้าระหว่าง ประเทศ ( International Trade ) ทั้งสัตว์ป่า พืชป่าและผลิตภัณฑ์แต่ไม่ควบคุมการค้าภายในประเทศ สำหรับ ชนิดพันธุ์อื่นๆ (Native Species)

ระบบการควบคุมของ CITES

การค้าสัตว์ป่า พืชป่าและผลิตภัณฑร์ะหว่างประเทศจะถูกควบคุมโดยระบบใบอนุญาต ( Permit ) ซึ่ง หมายถึงว่าสัตว์ป่าและพืชป่าที่CITES ควบคุมต้องมีใบอนุญาตในการ 1. นำเข้า ( Import ) 2. ส่งออก( Export ) 3. นำผ่าน( Transit ) 4. ส่งกลับออกไป ( Re-export )

โครงสร้างของ CITES ในประเทศไทย

ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับแรก เมื่อ พ.ศ.2503 ซึ่งเน้นการสงวน คุ้มครองสัตว์ป่าชนิดพันธ์ที่มีอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก มิได้ครอบคลุมไปถึงสัตวป่าที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ใน ต่างประเทศซึ่งถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อการค้า สวนสัตว์ หรือเพาะพันธ์ ทำให้ประเทศไทยถูกพิจารณา ลงโทษจากกลุ่มประเทศภาคีอนุสัญญา CITES ด้วยการห้ามทำการค้าสัตว์ป่าและผลิตภัณฑ์ กับประเทศไทย( Trade ban ) ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2534 เป็นต้นมา ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 ประเทศไทยได้ตราพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ข้ึน ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการนำเข้าส่งออกและการนำผ่านชนิดพนัธุ์สัตวป่าที่ CITES ควบคุม

และกรมป่าไม้ได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับสำนักเลขาธิการ CITES ถึงความพยายามและความตั้งใจจริงของประเทศไทย ในการถือปฏิบัติตามอนุสัญญา CITES นับแต่น้ีต่อไป เป็นผลให้สำนักเลขาธิการ CITES ประกาศยกเลิก Trade ban ต่อประเทศไทย ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2535 เป็นต้นมา

สำหรับพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ า พ.ศ.2535 มาตรา 23 หมวด 4 กล่าวถึงการนำเข้า ส่งออก นำผ่านซึ่งชนิดพนัธุ์สัตวป่าที่CITES ควบคุม ต้องได้ร้ับอนุญาตจากอธิบดีการจัดตั้งด่านตรวจสัตว์ป่า ซึ่งในหลักการจะหมายถึงด่านตรวจสัตวป่าระหว่างประเทศนั่นเอง

สำหรับชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ CITES ควบคุม จะระบุไว้ในบัญชีหมายเลข 1,2,3 ( Appendix ) ของอนุสัญญาฯ โดยได้กำหนดหลักการไว้ว่า

 

ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข1 เป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ ห้ามค้าโดยเด็ดขาด เนื่องจากใกล้จะสูญพันธุ์ยกเว้นเพื่อการศึกษา วิจัยและเพาะพันธุ์แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากประเทศที่จะนำเข้าเสียก่อน ประเทศส่งออกจึงจะออกใบอนุญาตส่งออกให้ได้โดยจะต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของชนิดพันธ์นั้นๆด้วย

1 กระทิง 27 เสือดาวหรือเสือดำ
2 กวางผา 28 เสือไฟ
3 กูปรี 29 เสือลายเมฆ
4 ชะนีธรรมดา 30 หมีควายหรือหมีดำ
5 ชะนีมงกุฎ 31 หมีหมาหรือหมีคน
6 ชะนีมือดำ 32 ไก่ฟ้าหางลายขวาง
7 ชะมดแปลงลายจุดหรืออีเห็นลายเสือ 33 นกกาฮัง
8 ช้าง 34 นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร
9 นากใหญ่ธรรมดา 35 นกโจรสลัด
10 เน้ือทราย 36 นกชนหิน
11 ปลาวาฬแกลบครีบดำ 37 นกชาปีไหน
12 ปลาวาฬมิงค์ 38 นกชายเลนเขียวลายจุด
13 ปลาวาฬหัวทุย 39 นกแต้วแล้วท้องดำ
14 พะยูน หรือหมูน้ำ 40 เป็ดก่า
15 แมวดาวหรือแมวแกว 41 เหยี่ยวเพเรกริน
16 แมวป่าหัวแบน 42 จระเข้น้ำเค็ม
17 แมวลายหินอ่อน 43 จระเข้น้ำจืด
18 แรด 44 ตะกวด
19 กระซู่ 45 ตะโขง
20 ละองหรือละมั่ง46 เต่ากระอาน
21 เลียงผา 47 เต่ากระ
22 ปลาโลมาขาวเทา 48 เต่าตนุ
23 ปลาโลมาขาวทะเลใต้ 49 เต่าทะเลลอกเกอร์เฮด
24 ปลาโลมาหัวบาตรหลังเรียบ 50 เต่าหญ้าตาแดงหรือเต่าสังกะสี
25 สมเสร็จ 51 เต่ามะเฟือง
26 เสือโคร่ง

ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 2 เป็นชนิดพันธ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ยังไม่ถึงกับใกล้จะสูญพันธ์ จึงยังอนุญาตให้ค้าได้แต่ต้องมีการควบคุมไม่ใหเ้กิดความเสียหาย หรือลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วจนถึงจุดใกลจ้ะสูญพันธุ์โดยประเทศที่จะส่งออกต้องออกหนังสืออนุญาตให้ส่งออกและรับรองว่า การส่งออกแต่ละคร้ังจะไม่กระทบกระเทือนต่อการดำรงอยู่ของชนิดพันธ์นั้นๆตามธรรมชาติ

1 ค้างคาวแม่ไก่ภาคกลางPteropus lylei 66 นกยูง
2 ค้างคาวแม่ไก่เกาะPteropus hypomelanus 67 เหยี่ยวออสเปร
3 ค้างคาวแม่ไก่ฝน Pteropus vampyrus 68 เหยี่ยวขาว
4 ชะมดแปลงลายแถบ 69 เหยี่ยวดำ
5 นากใหญ่ขนเรียบ 70 เหยี่ยวแดง
6 นากใหญ่จมูกขนหรือนากใหญ่หัวปลาดุก 71 เหยี่ยวกิ้งก่าสีน้ำตาล
7 นากเล็กเล็บสั้น 72 เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ
8 ปลาโลมาจุก 73 เหยี่ยวนกเขาหงอน
9 ปลาโลมาหัวขวดมลายู 74 เหยี่ยวนกเขาหงอน
10 ปลาโลมาหัวขวดธรรมดา 75 เหยี่ยวนกกระจอกใหญ่
11 ปลาโลมาหัวขวดปากสั้น 76 เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน
12 ปลาโลมาหัวบาตรครีบหลัง 77 เหยี่ยวนกเขาชิเครา
13 ปลาวาฬแกลบครีบขาวดำ 78 เหยี่ยวนกกระจอกเล็ก
14 ลิงลม 79 เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่ น
15 ลิงกัง 80 เหยี่ยวผึ้ง
16 ลิงไอ้เงี้ยะ 81 เหยี่ยวทะเลทราย
17 ลิงเสน 82 เหยี่ยวปีกแดง
18 ลิงวอก 83 เหยี่ยวหน้าเทา
19 ลิงแสม 84 นกอินทรีหัวนวล
20 ค่างดำ 85 นกออก
21 ค่างแว่น ถิ่นใต้ 86 เหยี่ยวปลาใหญ่หัวเทา
22 ค่างหงอก 87 เหยี่ยวปลาเล็กหัวเทา
23 ค่างแว่น ถิ่นเหนือ 88 เหยี่ยวนิ้วสั้น
24 กระแตธรรมดา 89 เหยี่ยวรุ้ง
25 กระแตเล็ก 90 เหยี่ยวภูเขา
26 กระแตหางหมู 91 เหยี่ยวต่างสี
27 กระแตหางขนนก 92 เหยี่ยวดำท้องขาว
28 ลิ่นหรือนิ่มพันธ์มลายูManis javanica 93 เหยี่ยวหงอนสีน้ำตาลท้องขาว
29 เสือปลา 94 เหยี่ยวท้องแดง
30 แมวป่าหรือเสือกระต่ายFelis chaus 95 นกอินทรีแถบปีกแดง
31 หมาใน 96 นกอินทรีเล็ก
32 อีเห็นนำ้ 97 นกอินทรีดำ
33 อีเห็นลายเสือโคร่งหรืออีเห็นลายพาด 98 นกอินทรีปีกลาย

34 นกกก นกกาฮังหรือนกกะวะ 99 นกอินทรีสีน้ำตาล 35 นกกระเรียน 100 นกอินทรีหัวไหล่ขาว 36 นกกระสาดำ 101 พญาแร้ง 37 นกแก้วโม่ง102 อีแร้งดำหิมาลัย 38 นกแขกเต้า 103 อีแร้งสีน้ำตาล 39 นกแก้วหัวแพร 104 อีแร้งเทาหลังขาว 40 นกกะลิง,นกกะแล 105 เหยี่ยวทุ่ง 41 นกหกใหญ่ 106 เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ 42 นกหกเล็กปากแดง 107 เหยี่ยวด่างตาขาว 43 นกหกเล็กปากด า 108 เหยี่ยวเล็กตะโพกขาว 44 นกแสก 109 เหยี่ยวแมลงปอขาแดง 45 นกแสกแดง 110 เหยี่ยวแมลงปอขาดำ 46 นกเค้าเหยี่ยว 111 เหยี่ยวเคสตรัส 47 นกเค้าหน้าผากขาว 112 เหยี่ยวตีนแดง 48 นกเค้าแดง 113 เหยี่ยวฮอบบี้ยุโรป 49 นกเค้าภูเขา 114 เหยี่ยวค้างคาว 50 นกเค้าหูยาวเล็ก 115 นกแว่นสีเทา 51 นกเค้า,นกฮูก 116 นกแว่นสีน้ำตาล 52 นกเค้าแคระ 117 นกหว้า 53 นกเค้าโม่ง,นกเค้าแมว 118 งูจงอาง 54 นกเค้าจุด 119 งูสิงหางลาย 55 นกเค้าป่าหลังจุด 120 งูเหลือม 56 นกเค้าป่าสีน้ำตาล121 งูหลาม 57 นกเค้าแมวหูสั้น122 งูหลามปากเป็ ด 58 นกเค้าใหญ่พันธ์เนปาล123 งู เ ห่า 59 นกเค้าใหญ่พันธ์สุมาตรา124 เหี้ย,เหี้ยดอก,มังกรดอก 60 นกเค้าใหญ่สีคล้ำ125 ตัวเงินตัวทอง,เหาช้าง 61 นกทึดทือพันธุ์เหนือ 126 ตุ๊ดตู่ 62 นกทึดทือพันธุ์มลายู 127 แลนดอน 63 นกเงือกหัวแรด 128 เต่าเหลือง,เต่าเทียม,เต่าขี้ผึ้ง 64 นกแต้วแล้วลาย 129 เต่าเสือ,เต่ากระ,เต่าเขาสูง 65 นกเป็ดหงส์ 130 เต่าหก

ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 3

เป็นชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วขอความร่วมมือประเทศภาคีให้ช่วยดูแลการนำเข้า คือจะต้องมีหนังสือรับรองการส่งออกจากประเทศ
ถิ่นกำเนิด
1 หมาจิ้งจอก Canis aureus 10 ควายบ้าน Bulalus arnee
2 หมาไม้ Martes flavigula 11 นกกระทาดงอกสีน้ำตาล Arborophila orientalis
3 เพียงพอนเหลือง Mustela sibirica 12 นกกระทาดงแข้งเขียว Arborophila charltonii
4 หมีขอหรือบินตุรง Arctictis binturong 13 ไก่ฟ้าหน้าเขียว Lophura ignita
5 อีเห็นธรรมดา Paradoxurus hermaphroditus 14 ไก่จุก Rollulus roulroul
6 ชะมดแผงสันหางดำ Viverra megaspila 15 งูปากกว้างน้ำเค็ม Cerberus rhynchops
7 ชะมดหางสั้นหางปล้อง Viverra Zibetha 16 งูลายสอ Xenochrophis piscator
8 ชะมดเช็ด Viverricula indica 17 งูแมวเซา Vipera russellii
9 พังพอนกินปูHerpestes urva

ที่มา http://www.fio.co.th/south/law/11/111.pdf

ไซเตส Cites เรื่องที่คนรักนกแก้วต้องรู้

Welcome to Birdtoday Forum

ยินดีต้อนรับสู่เว็บบอร์ด เว็บซื้อขายนกแก้ว นกปากขอ นกสวยงาม

เว็บบอร์ดนกแก้ว เว็บซื้อขายนกแก้ว นกปากขอ นกสวยงาม มาคอว์ ซันคอนนัวร์ เลิฟเบิร์ด ริงเน็ค แอฟริกัน เกรย์ อเมซอน อิเล็กตัส หงษ์หยก ค๊อคคาเทล กระตั้ว ไลน์โอเล็ต ม๊องก์ ความรู้เกี่ยวกับนกปากขอ Webboard (Forums ) for Lovebird , Parrots ,Amazon . อุปกรณ์การเลื้ยงนก กรงนก อาหาร ลูกป้อน ไข่ ความรู้เกี่ยวกับการฝึก การดูแลรักษา การป้อน นกแก้ว นกแก้วพูดได้ ฝึกพูด ฝึกบิน